บุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมสูบ (ELECTRIC CIGARETTE)

Last updated: 2021-08-21  |  48 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมสูบ

ที่มาของยาสูบไฟฟ้า

เริ่มทีแรกเมื่อปี พ.ศ. 2506 ในประเทศสหรัฐฯ จดชื่อทางสิทธิบัตรว่า “Smokeless non-tobacco cigarette” โดย Herbert A. Gilbert ซึ่งอธิบายไว้ว่า ประดิษฐกรรมนี้ทำการแทนที่การเผาใบยาและก็กระดาษ ด้วยความร้อน ความชุ่มชื้น และกลิ่นไอในอากาศ อย่างไรก็ดีการเริ่มต้นของยาสูบไฟฟ้าในคราวนั้นยังไม่ได้รับความนิยมนัก เนื่องจากยังไม่มีสารนิโคตินในตัวอุปกรณ์ จึงยังไม่สามารถที่จะรองรับในสิ่งที่ต้องการนิโคตินของผู้ดูดบุหรี่ได้

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2546 Hon Lik เภสัชกรชาวจีน ประดิษฐ์บุหรี่กระแสไฟฟ้าที่มีสารนิโคตินขึ้นมาโดยได้รับแรงดลใจจากการตายด้วยโรคมะเร็งปอดของบิดา โดย Hon Lik ชี้แจงเกี่ยวกับยาสูบไฟฟ้าไว้ว่า การสูบบุหรี่กระแสไฟฟ้าเป็นการสูบนิโคตินที่สะอาดแล้วก็ไม่เป็นอันตรายกว่า และได้วางขายในประเทศจีนเป็นประเทศแรกในปีถัดไป และก็ตามด้วยประเทศในยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พุทธศักราช 2549 – 2550

เดี๋ยวนี้ บุหรี่ไฟฟ้า เป็นที่นิยมในหลายประเทศ ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเกี่ยวกับความปลอดภัยแล้วก็อันตรายที่เกิดขึ้นจากตัวเครื่องไม้เครื่องมือ แล้วก็การเริ่มใช้ในเยาวชน หน่วยงานรัฐในหลายประเทศจึงเลือกที่ออกกฎหมายเพื่อควบคุมมาตรฐานทั้งตัวเครื่องไม้เครื่องมือและน้ำยา รวมถึงมาตรการป้องกันการเข้าถึงของเยาวชน( บุหรี่ไฟฟ้า voopoo )



ลักษณะการทำงานของบุหรี่ไฟฟ้า

ยาสูบไฟฟ้าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ทำความร้อน เมื่อน้ำยา (e-liquid หรือ e-juice) ที่ถูกใส่ใส่ไว้ด้านในสำลีสัมผัสกับขดลวด ก็เลยถูกเปลี่ยนให้เปลี่ยนเป็นไอระเหยส่งผ่านนิโคตินไปยังผู้ใช้ ทั้งนี้ จุดเด่นของยาสูบไฟฟ้าคือ การตัดการเผาไหม้ ไม่ปล่อยควัน ไม่มีขี้เถ้า ก็เลยลดการเสี่ยงจากการรับพิษต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากการเผาไหม้ในบุหรี่ธรรมดา อาทิเช่น สารคาร์บอนมอนนอกไซด์ และทาร์



เหตุการณ์ของบุหรี่กระแสไฟฟ้าในตอนนี้

ต่างประเทศ

ในขณะนี้มีกว่า 160 ประเทศทั่วทั้งโลกที่อนุญาตให้ใช้ยาสูบไฟฟ้า ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีมาตรการการควบคุมที่นาๆประการ และมีเพียงแต่ไม่กี่ประเทศในโลกที่ยังคงเลือกใช้มาตรการการแบนอย่างเบ็ดเสร็จ แม้กระนั้นก็มีบางประเทศที่แบนยาสูบไฟฟ้าแต่ว่าให้การช่วยเหลือนักค้นคว้าในการค้นคว้ายาสูบกระแสไฟฟ้าอย่างจริงจัง ดังเช่น ประเทศออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งประเทศสิงค์โปรที่อนุญาตให้นำเข้าบุหรี่กระแสไฟฟ้าเพื่อปฏิบัติงานวิจัยได้ นอกจากนี้ บุหรี่กระแสไฟฟ้ายังเจออีกหนึ่งปัญหาใหญ่เป็นมีผู้สูบบุหรี่ไม่น้อยเลยทีเดียวที่มีความสามารถไม่ถูกเกี่ยวกับยาสูบกระแสไฟฟ้า ดังเช่นว่า งานศึกษาค้นคว้าวิจัยในประเทศอังกฤษพบว่าผู้ดูดบุหรี่ส่วนมากมั่นใจว่าบุหรี่กระแสไฟฟ้าอันตรายกว่ายาสูบมวน ก็เลยไม่กล้าเปลี่ยนแปลงมาใช้ยาสูบกระแสไฟฟ้า จึงทำให้หน่วยงานสาธารณสุขกระทำรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับยาสูบไฟฟ้า

ประเทศไทย

กลุ่มผู้ใช้บุหรี่กระแสไฟฟ้ามีความพยายามยื่นเรื่องขอให้ภาครัฐพิจารณายกเลิกการแบนแบบเบ็ดเสร็จ แล้วก็หันมาควบคุมด้วยมาตรการที่เหมาะสม เพื่อควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย ปกป้องการเริ่มใช้และการป้องกันการเข้าถึงของเยาวชน ด้วยเหตุผลที่ว่ายังคงมีผู้สูบบุหรี่ที่ยังอยากได้ดูดบุหรี่ถัดไป คนที่ยังเลิกบุหรี่ไม่ได้ และก็ผู้ที่อยากใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อการเลิกยาสูบ คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับสิทธิ์สำหรับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบหนทาง (อย่างเช่น บุหรี่กระแสไฟฟ้า) ที่อันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนซึ่งมีขายทั่วๆไปในประเทศ อย่างไรก็แล้วแต่การแบนแบบเบ็ดเสร็จในปัจจุบันจะก่อให้เกิดการจำหน่ายในตลาดมืดที่ไม่สามารถที่จะสามารถควบคุมทั้งเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย แล้วก็การปกป้องการเข้าถึงของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเวลาที่ฝ่ายต้านแสดงความรู้สึกกังวลใจถึงการที่ยังไม่มีงานค้นคว้าวิจัยในระยะยาวการันตีถึงความปลอดภัยของบุหรี่กระแสไฟฟ้า การเริ่ม ไปจนกระทั่งการเข้าถึงของเยาวชน
 


บุหรี่ไฟฟ้า : งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยชี้ การเปลี่ยนมาดูดบุหรี่กระแสไฟฟ้าทำให้สุขภาพหัวใจดีขึ้น

ผลการค้นคว้าและทำการวิจัยเปิดเผย การเปลี่ยนมาดูดบุหรี่ไฟฟ้าทำให้สุขภาพหัวใจของผู้ดูดบุหรี่ดีขึ้นได้ภายในไม่กี่อาทิตย์ งานศึกษาวิจัยซึ่งใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนนานหนึ่งเดือนและก็มีผู้สูบบุหรี่ร่วมการทดสอบ 114 คน ชี้ว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีลัษณะทิศทางช่วยลดการเสี่ยงเกิดอาการหัวใจวายและก็โรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ตาม ทีมงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยดันดีย้ำว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามิได้ปลอดภัย ก็แค่ให้โทษน้อยกว่าการสูบยาสูบ สารเคมีในบุหรี่ทำให้เส้นเลือดแดงหดตัวแคบลงเมื่อไปรวมตัวกับตะกอนไขมัน และทำให้เส้นโลหิตลีบเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ การสูบยาสูบก็เลยเพิ่มการเสี่ยงหัวใจวายเป็นสองเท่า นักวิจัยพูดว่า หลักฐานที่ระบุพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้ามีน้อยมาก และมักจะวัดผลกระทบของสุขภาพหัวใจจากบุหรี่กระแสไฟฟ้ามวนเดียว การทดลองนี้เป็นการวัดเส้นเลือดหลังจากผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้หนึ่งเดือน โดย ดูว่าเส้นโลหิตขยายตัวเจริญแค่ไหนเมื่อมีโลหิตไหลเวียน ยิ่งเส้นโลหิตขยายตัวได้มากเท่าไร สุขภาพเส้นโลหิตก็ดีแล้วเพียงแค่นั้น ผลการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารวิทยาลัยโรคหัวใจอเมริกัน (Journal of the American College of Cardiology) ชี้ว่า :

  • ผู้ไม่ดูดบุหรี่ซึ่งมีสุขภาพดีได้คะแนน 7.7 เปอร์เซ็นต์
  • ผู้สูบบุหรี่ได้คะแนน 5.5 เปอร์เซ็นต์
  • ผู้ดูดบุหรี่ซึ่งเปลี่ยนมาดูดบุหรี่ไฟฟ้าได้คะแนน 6.7 เปอร์เซ็นต์


การค้นคว้านี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าผลของการแปรไปดูดบุหรี่กระแสไฟฟ้าแทนในระยะยาวจะเป็นเยี่ยงไร ศ.จาค็อบ จอร์จ บอกว่า "ข้อสรุปที่ได้คือเครื่องสูบบุหรี่ไฟฟ้ากลุ่มนี้ไม่ได้ปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง และผู้ที่ไม่ดูดบุหรี่แล้วก็เด็กไม่สมควรลอง… เดี๋ยวนี้เรามีหลักฐานที่เด่นชัดแล้วว่ายาสูบไฟฟ้ามีโทษน้อยกว่าบุหรี่ปกติ"

งานศึกษาวิจัยเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าจากสหราชอาณาจักรดูเหมือนจะมีน้ำหนักสูงที่สุด เนื่องจากว่าสามารถใช้ได้อย่างเปิดเผย แต่ว่าไม่เสรีครับผม มีการควบคุมอย่างดี มีการเก็บข้อมูลเปรียบ มีการทดสอบที่ขนาดไม่ใหญ่มาก (ด้วยข้อกำหนดด้านจรรยาบรรณ) มีการติดตามข้อมูลในระยะยาว ทำให้องค์ความเข้าใจเกี่ยวกับยาสูบไฟฟ้าก้าวหน้าไปๆมาๆกในช่วงห้าปีมากมายนี้

มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับยาสูบ บุหรี่ และผลิตภัณฑ์ตอบแทนทั้งยาสูบไฟฟ้าและ Heat not Burn ออกมาทุกปี ทั้งยังสรุปของเก่าที่เอามาใช้และของใหม่ที่น่าจะใช้ เพราะแนวนโยบายที่จะต้องควบคุมรายงาน ผู้ใดกันต้องการอ่านย้อนหลังไปค้นได้ในเพจครับผม ผมรายงานดูเหมือนจะทุกปี สำหรับปีนี้จะขอมาสรุปให้ฟังอีกที สำหรับรายงานจาก Public Health England 2019

***จะต้องขอย้ำก่อนว่าข้อมูลนี้เกิดจากสถานที่ กฎหมายควบคุม วัฒนธรรมและก็การยอมรับ ที่ไม่เหมือนกับบริบทในประเทศเรามากมาย ไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงตรงๆได้ทั่งกลุ่มผู้ส่งเสริมและก็ค้านบุหรี่ไฟฟ้า***

1. ในอนาคตคงใช้คำเรียก electronic nicotine delivery devices แบบใหม่ไม่ให้งวยงงกับยาสูบเผาไหม้ หรือผลิตภัณฑ์ที่จำต้องเผาไหม้ใบยาสูบ สำหรับผมขอใช้คำว่า vape, vaping, vaper ส่วนบุหรี่และก็ยาสูบแบบเดิมจะใช้ smoking, smoker ..ขอล้ำนำอังกฤษนิดนึง

2. งานศึกษาค้นคว้าวิจัยที่มี จำต้องกล่าวว่ายังเป็นแบบเดิมเป็นเป็นงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยประเภทเฝ้าดูเฝ้าติดตามเป็นส่วนมาก ที่จริงแทบทั้งหมด ส่วนสำนักงานทดลองในคนแบบงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยคลินิกมีไม่มากสักเท่าไรนัก ด้วยข้อจำกัดทางศีลธรรมงานศึกษาค้นคว้าวิจัย และเครื่องใช้ไม้สอยการตำหนิดจากที่ต้องใช้เครื่องใช้ไม้สอยการวิเคราะห์ราคาแพง ทำให้จำเป็นต้องใช้ระดับหลักฐานแบบงี้เยอะมาก หรือกลุ่มศึกษามาก ก็เลยจะมองเห็นความเชื่อมโยงที่แจ่มกระจ่างแบบที่จะตัดตัวแปรปรวนได้  ความจำกัดอีกอย่างคือ การค้นคว้าวิจัยเกือบทั้งหมดติดตามด้วยแบบสอบถาม ที่มีโอกาสผิดพลาดสูง ที่ติดตามแล้วก็การันตีด้วยการประเมินค่าด้านวิทยาศาสตร์มีไม่มากนัก

3. ยังคงจะต้องรองานวิจัยที่มากมายและก็ยาวนานกว่านี้ ซึ่งหลายงานใกล้จบแล้ว และต้องทำการศึกษาเรียนรู้ในแต่ละประเทศเพื่อใช้เองด้วย เพราะเหตุว่าบริบทด้านสุขภาพคน ด้านการเงิน ทางวัฒนธรรมที่แตกต่าง สิ่งต่างๆนี้มีผลต่อการใช้แล้วก็ศึกษา smoking หรือ vaping ทั้งนั้น ผลการค้นคว้าในประเทศที่บริบทต่างกันก็เลยออกมาปรวนแปรมาก

4. มีข้อแนะนำให้ระบุมาตรฐานบุหรี่กระแสไฟฟ้า tank ไม่เกิน 2 mL, ขวดเพิ่มขนาดไม่เกิน 10 mL, ความเข้มข้นนิโคตินไม่เกิน 20 mg/mL ห้ามปรุงสีและกลิ่น กระบวนการใช้แล้วก็การเติมน้ำยาจำเป็นต้องไม่มีอันตราย สินค้าต่างๆจะต้องดีไซน์ให้เด็กรวมทั้งเยาวชนเข้าถึงได้ยาก

5. NICE guidelines ของอังกฤษ ชี้แนะว่าไม่ควรหยุดช่วยเหลือหากว่าใช้เพื่อเลิก smoking แล้วก็จำต้องทำการค้นคว้าต่อไปเรื่อง กลิ่นแล้วก็สี, อุปกรณ์การเลิก smoking, ผลสอดแทรกระยะยาว แล้วก็ถ้าหากจะใช้ vape ให้ใข้ vape สิ่งเดียว ไม่ใช้คู่กับ smoking (ตัวเลขการใช้คู่กันตามงานศึกษาเรียนรู้สูงมาก)

6. ในด้าน vaping กับเยาวชน พบว่าเด็กรวมทั้งเยาวชนเข้าถึงได้มากขึ้น ลองกขึ้น (จาก 10% เป็น 15%) แต่ใช้ในระยะยาวไม่มากไม่เกิน 10% ของคนที่เคยทดลอง ส่วนคนที่ smoking นั้นเคยผ่านการ vape มาแล้วแทบ 90% แต่ไม่สามารถที่จะสรุปได้ว่า การ vape นำพาไปสู่การ smoking และแม้ว่าจำนวนคนที่ smoking ลดลงพร้อมทั้งตัวเลข vaping ที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่อาจจะจับใจความชมรมได้ว่า การ vape ช่วยลด smoking ลงได้

7. ในด้าน vaping กับกรุ๊ปคนแก่ เหตุผลที่ใช้โดยมากคือเพียงแค่ลองดูแล้วก็ใช้เพื่อเลิก smoking และใช้ vape ต่อเพื่อจะได้ไม่กลับไป smoking อีก ด้วยเหมือนกันหากแม้จำนวนผู้ smoking ลดลง (15.5% ลดเหลือ 14.9%) และก็ตัวเลข vape สูงมากขึ้น (5.5% เป็น 6.2%) แม้กระนั้นก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าการ vape ช่วยลด smoking แล้วก็เช่นเดียวกันกับกรุ๊ปเยาวชน คนแก่ลองใช้ vape เยอะขึ้นเรื่อยๆแม้กระนั้นใช้สม่ำเสมอไม่มากนัก

8.ในคนแก่นั้น ผู้ที่ใช้ vape ชอบเป็นคนที่เลิก smoking แล้วเพื่อไม่ให้ตัวเองกลับไป smoke อีก ผู้ใหญ่นิยมใช้ vaping แบบเพิ่มน้ำยานิโคตินเอง ปรับเอง ใช้นิโคตินเฉลี่ย 6-18 mg/mL จำนวนไม่เกิน 10 mL ต่อวัน น้อยมากที่จะใช้เกิน 20 mg/mL มักจะใช้กลิ่นเดิมรสเดิมไม่แปรไปมา และก็มีแนวโน้มว่าจะ vape ห่างออกไปเรื่อยๆ

9. สำหรับการใช้ vape เพื่อการเลิกบุหรี่ในคลินิกเลิกยาสูบ คลินิกเลิกยาสูบในอังกฤษอนุญาตให้ใช้ vape สำหรับการช่วยเลิก smoking ได้ โดยพบว่าแม้มีการใช้ vape แล้วคนจะหันมาบากบั่นเลิก smoking มากขึ้น แต่กลับเข้าคลินิกเลิกยาสูบลดลง เป็นเหตุที่ทำให้อัตราการเลิกไม่ดีซักเท่าไหร่ เนื่องจากจากตัวเลขจากการวิจัยนี้การ quit smoking ที่มีคุณภาพสูงสุดเป็น ใช้ vape ร่วมกับวิธีมาตรฐานอื่นๆแม้ใช้ vape สิ่งเดียวอัตราการเลิก smoking จะไม่แตกต่างจากวิธีอื่นเลย

10. ในประเทศอังกฤษ 75% ของสถานพยาบาลอดบุหรี่ใช้ vape ส่วนอีก 25% ไม่ส่งเสริมให้ใช้แม้กระนั้นก็มิได้ถกเถียง และต้องมีการสอนแล้วก็อบรมผู้ที่จะนำ vape ไปใช้สำหรับการเลิก smoking แม้แต่ร้านค้าขาย vape และ กลุ่ม vapers ทั้งหลายแหล่ด้วย

11. การค้นคว้านี้ไม่ได้พูดถึงผลกระทบเชิงสุขภาพ ผลกระทบเชิงรูปแบบการทำงานของร่างกายมากสักเท่าไรนัก เน้นไปที่ตัวเลขที่เกิดจริง แล้วก็แนวทางการเล่าเรียนควบคุมในอนาคตมากยิ่งกว่า ในมุมมองของผมยังไม่มีข้อมูลใหม่มากนัก ถึงแม้ว่าพิษของ vape จะน้อยกว่า smoke ก็จริงแม้กระนั้นก็ยังเป็นพิษอยู่ ด้วยเหตุนี้ถ้าหากเลิกได้ทั้งยัง smoking แล้วก็ vaping จะยอดเยี่ยม ส่วนการใช้ vape มาแทน smoking ขอให้คิดถึงผลในด้านดีผลร้าย และก็อย่างไรก็ควรเข้ารับการช่วยเหลือเกื้อกูลการเลิกด้วยขั้นตอนมาตรฐานอยู่ดีขอรับ

Powered by MakeWebEasy.com